ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย เป็นแนวความคิดทางกฎหมายของฝรั่งเศส ซึ่งกำหนดลำดับชั้นระหว่างกฎหมายประเภทต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้มีอำนาจในการตรากฎหมายที่มีศักดิ์ด้อยกว่าต้องเคารพและไม่สามารถตรากฎหมายที่ละเมิดกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าได้
กฎหมายไทยได้นำเอาหลักดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ อาทิ พระราชบัญญัติจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่า ไม่ได้ หรือ พระราชบัญญัติจะต้องไม่มีเนื้อหาขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ดังที่ มาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
องค์กรหลักตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้ดูแลความสอดคล้องของกฎหมายต่างๆ ต่อกฎหมายสูงสุดหรือรัฐธรรมนูญ คือศาลรัฐธรรมนูญ
ลำดับศักดิ์ของกฎหมายในระบบกฎหมายไทย
สามารถดู กฎหมายไทย พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฏีกา พระราชกำหนด และความรู้กฎหมาย ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ ได้ที่ http://www.thailaws.com
ลำดับศักดิ์ของกฎหมายในระบบกฎหมายไทย แบ่งอย่างละเอียดเป็น 7 ชั้น ได้แก่
1. รัฐธรรมนูญ
2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
3. พระราชบัญญัติ
4. พระราชกำหนด
5. พระราชกฤษฎีกา
6. กฎกระทรวง
7. กฎหมายที่ตราโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ลำดับศักดิ์ของกฎหมายในระบบกฎหมายฝรั่งเศส
ลำดับศักดิ์ของกฎหมายในระบบกฎหมายฝรั่งเศส มี 6 ชั้น ได้แก่
1. กฎหมายรัฐธรรมนูญ (Bloc de constitutionnalité) ซึ่งรวมถึงรัฐธรรมนูญและรัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (Loi organique)
2. ความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยสนธิสัญญาและกฎหมายสหภาพยุโรป (Bloc de conventionnalité)
3. กฎหมายระดับรัฐบัญญัติ (Bloc de légalité) ซึ่งรวมถึงรัฐกำหนด (Ordonnance) ด้วย
4. หลักกฎหมายทั่วไป (Principes généraux du droit)
5. พระราชกฤษฎีกา (Règlement ซึ่งรวมถึงกฎหมายซึ่งออกโดยฝ่ายบริหาร หรือ Décret และกฎกระทรวง หรือ Arrêté)
6. กฎหมายซึ่งออกโดยหน่วยงานทางปกครองอื่นๆ (Actes administratifs ซึ่งรวมถึงหนังสือเวียนระดับกระทรวง หรือ Circulaire และ Directive)
ผลการจัดศักดิ์ของกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร
1. การออกกฎหมายที่มีศักดิ์ของกฎหมายต่ำกว่าจะออกได้โดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายที่ มีศักดิ์สูงกว่าหรือตามที่กฎหมายศักดิ์สูงกว่าให้อำนาจไว้
2. กฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจของกฎหมายศักดิ์สูงกว่า จะออกมาโดยมีเนื้อหาเกินกว่าขอบเขตอำนาจที่กฎหมายศักดิ์สูงกว่าให้ไว้มิได้ มิฉะนั้นจะใช้บังคับมิได้เลย
3. หากเนื้อหาของกฎหมายมีความขัดแย้งกัน ต้องใช้กฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าบังคับ ไม่ว่ากฎหมายศักดิ์สูงกว่านั้นจะออกก่อนหรือหลังกฎหมายศักดิ์ต่ำกว่านั้น
ดูเพิ่ม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
อ้างอิง
เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญของไทย
(ฝรั่งเศส) เว็บไซต์ตุลาการรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส
แหล่งข้อมูลอื่น
(ฝรั่งเศส) ลำดับศักดิ์ทางกฎหมายในกฎหมายฝรั่งเศส
(ไทย) Law Community
www.ThaiLaws.com - รวมกฎหมายไทย พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฏีกา พระราชกำหนด และความรู้กฎหมาย ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ.
Rippo
วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
หน่วยที่4
ประเภทของกฏหมาย
ประเภทกฎหมาย
การแบ่งแยกประเภทของกฎหมาย กฎหมายแบ่งแยกตามข้อความของกฎหมายได้เป็น 3 ประเภท
(1) กฎหมายมหาชน (Public Law)
(2) กฎหมายเอกชน (Private Law)
(3) กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law)
1. กฎหมายมหาชน (Public Law) ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับราษฎร ในฐานะที่เป็นฝ่ายปกครองราษฎร กล่าวคือในฐานะที่รัฐมีฐานะเหนือราษฎร แบ่งแยกสาขากฎหมายมหาชนได้ ดังนี้
(1) รัฐธรรมนูญ
(2) กฎหมายปกครอง
(3) กฎหมายอาญา
(4) กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
(5) กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา
(6) กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง
(1) รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายที่ว่าด้วยระเบียบแห่งอำนาจสูงสุดในรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจนั้น ๆ ต่อกันและกัน ลักษณะทั่วไปคือ
ก. กำหนดระเบียบแห่งอำนาจสูงสุด อำนาจอธิปไตย ใครเป็นเจ้าของ (มาตรา
3 แห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทยพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้)
ข. รัฐธรรมนูญต้องมีข้อความกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหาร อำนาจตุลาการต่อกันและกัน
(2) กฎหมายปกครอง ได้แก่กฎหมายที่กำหนดรายละเอียดในการปกครองลดหลั่นลง
จากกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายว่าด้วยอำนาจการปกครองประเทศแต่กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายว่าด้วยการดำเนินการปกครอง ซึ่งในกฎหมายนี้จะกล่าวถึงการจัดระเบียบแห่งองค์การปกครอง (เช่น จัดแบ่งออกเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือ เทศบาล สุขาภิบาล ฯลฯ ความเกี่ยวพันระหว่างองค์การเหล่านี้ต่อกันและกัน และความเกี่ยวกับระหว่างองค์การเหล่านี้กับราษฎร) กฎหมายปกครองไม่ได้รวบรวมขึ้นในรูปของประมวลกฎหมาย กฎหมายต่าง ๆ ที่อยู่ในสาขากฎหมายปกครองเป็นจำนวนมาก อาทิ เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องถิ่น พระราชบัญญัติจัดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พระราชบัญญัติเทศบาล พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล
(3) กฎหมายอาญา ได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความผิดและโทษ แยกพิจารณาได้ดังนี้
การบัญญัติความผิด หมายความว่า การบัญญัติว่าการกระทำและการงดเว้นการกระทำอย่างใดเป็นความผิดอาญา
การบัญญัติโทษ หมายความว่า เมื่อใดบัญญัติว่าการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำอย่างใดเป็นความผิดแล้ว ก็ต้องบัญญัติโทษอาญาสำหรับความผิดนั้นไว้ด้วย
ประมวลกฎหมายอาญาแบ่งออกเป็น 3 ภาค ภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป ภาค 2 ความผิด ภาค 3 ลหุโทษ ภาค 1 ตามมาตรา 17 แห่งประมวลกฎหมายอาญาให้นำไปใช้ในกรณีความผิดตามกฎหมายอื่นได้ด้วย
หลักเกณฑ์สำคัญ ของประมวลกฎหมายอาญา มีดังนี้
(1) จะไม่มีความผิดโดยไม่มีกฎหมาย [1]
(2) จะไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย โทษอย่างไรก็ต้องลงอย่างนั้น จะให้ลงโทษอย่างอื่นไม่ได้
(3) จะต้องตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด
(4) การอุดช่องว่างแห่งกฎหมาย อุดช่องว่าเป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้
(5) จะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้จากความรับผิดไม่ได้(มาตรา64)
หลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นความผิดอาญา มี 3 ข้อ
1. ต้องมีการกระทำ
2. การกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด
3. ไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ หรือ ไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด
(4) กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม หมายความถึงกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลและอำนาจในการพิจารณาพิพากษาของศาลและของผู้พิพากษา มีหลักการดังนี้
(1) หลักอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ต้องเป็นของศาลโดยเฉพาะ
(2) หลักการจัดตั้งศาล จัดตั้งศาลต้องกระทำโดยพระราชบัญญัติ
(3) หลักการห้ามตั้งศาลพิเศษ
(4) หลักการผู้พิพากษาย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีซึ่งตามรัฐธรรมนูญให้หลักประกันไว้ 2 ประการ คือ
(ก) การแต่งตั้ง ย้าย ถอดถอน ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการก่อนแล้วจึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งและถอดถอนหรือโยกย้ายได้
(ข) การเลื่อนตำแหน่งการเลื่อนเงินเดือน ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการ หลักประกันทั้ง 2 ประการ ดังกล่าวทำให้ผู้พิพากษาเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร เพราะฝ่ายบริหารจะให้คุณหรือโทษผู้พิพากษาไม่ได้ คณะกรรมการตุลาการเป็นคนกลางไม่ขึ้นต่อฝ่ายบริหาร
(5) กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พุทธศักราช 2477 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงกระบวนการที่จะนำตัวผู้กระความความผิดมารับโทษตามความผิดที่กำหนดในประมวลกฎหมายอาญา เริ่มตั้งแต่ ขอบเขตของเจ้าพนักงานตำรวจ อัยการ และศาลในการพิจารณาคดี หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาคดีเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
(6) กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) หลักการเริ่มคดีอยู่ที่คู่ความ ไม่ว่าจะเป็นตัวฟ้องก็ดี คำให้การก็ดี หรือคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีแพ่งก็ดี คู่ความจะต้องระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
(2) การพิจารณาดำเนินไปโดยเคร่งครัดต่อแบบพิธี เช่นว่า การยื่นเอกสารจะต้องยื่นต้นฉบับ หรือกรณีใดยื่นสำเนาเอกสารได้ เป็นต้น เพราะการปฏิบัติไม่ถูกต้องอาจมีผลให้ศาลไม่รับฟังพยานเอกสารนั้น
(3) ไม่จำเป็นต้องถือเอาความสัตย์จริงเป็นใหญ่ เพราะคู่ความต้องระวังรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เช่น คดีฟ้องของเรียกเงินกู้ ความจริงมิได้กู้ แต่จำเลยเห็นว่าเป็นจำนวนเงินเล็กน้อย จึงยอมรับว่ากู้มาจริง ศาลก็ต้องพิพากษาให้เป็นไปตามฟ้องของโจทก์และคำรับของจำเลย เว้นแต่ในกรณีที่ศาลอาจยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นมาอ้างได้ ศาลอาจวินิจฉัยไปโดยไม่ฟังคำรับของคู่ความก็ได้
2. กฎหมายเอกชน(Private Law) ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกันในฐานะเท่าเทียมกัน เช่นเรื่องสัญญาซื้อขาย ก. ทำสัญญาซื้อขายกับ ข. ก. กับ ข. ต่างก็อยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน ก. จะบังคับ ข. ให้ตกลงกับ ก. อย่างใด ๆ โดย ข. ไม่สมัครใจไม่ได้ มีข้อที่ควรสังเกตว่าในบางกรณีรัฐก็ได้เข้ามาทำสัญญากับราษฎร ในฐานะที่รัฐเป็นราษฎรได้ ซึ่งก็ต้องมีความสัมพันธ์เหมือนสัญญาซื้อขายระหว่างบุคคลธรรมดา กฎหมายเอกชนที่กล่าวไว้ในที่นี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอื่น ๆ โดยสรุป
(1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีลักษณะเป็นประมวลกฎหมายแบ่งแยกออกเป็นหลายลักษณะด้วยกัน เช่น นิติกรรมสัญญา หนี้ ซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ละเมิด ตัวแทน นายหน้า เป็นต้น ในแต่ละลักษณะได้กำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ ในการศึกษากฎหมายของนักศึกษาคณะนิติศาสตร์แทบทุกมหาวิทยาลัย จะมีการศึกษาถึงเนื้อหารายละเอียดในกฎหมายนั้น ๆ แต่ละลักษณะ แต่ในที่นี้ที่กล่าวถึงไว้ก็เพียงเพื่อให้ทราบว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชน เท่านั้น
(2) กฎหมายอื่น ๆ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนในฐานะเท่าเทียมกัน อันมีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชนยังมีอยู่อีกมาก อันได้แก่พระราชบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษอื่น อย่างเช่น ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจำกัดสิทธิในการมีที่ดินของบุคคลบางประเภท เช่น คนต่างด้าว เป็นต้น พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่านา พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมีลักษณะเป็นกึ่งกฎหมายมหาชนและกึ่งกฎหมายเอกชน เพราะมีบทบัญญัติให้เจ้าพนักงานเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง
3. กฎหมายระหว่างประเทศ(International Law) หมายถึง กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกัน และแบ่งแยกออกตามความสัมพันธ์ได้ 3 สาขา คือ
(1) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกันในฐานะที่รัฐเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น กำหนดข้อบังคับการทำสงครามระหว่างกันและกัน
(2) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกันในทางคดีบุคคล คือ ในทางเอกชนหรือในทางแพ่ง กฎหมายนี้จะกำหนดว่าถ้าข้อเท็จจริงพัวพันกับต่างประเทศในทางใดทางหนึ่ง เช่น การสมรสกับหญิงที่เป็นคนต่างด้าว หรือการซื้อขายของที่อยู่ในต่างประเทศจะใช้กฎหมายภายในประเทศ (คือกฎหมายไทย) หรืออาจใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่คดีนั้น ๆ
(3) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกันทางคดีอาญา เช่น กำหนดว่าการกระทำความผิดนอกประเทศในลักษณะใดบ้างจะพึงฟ้องร้องในประเทศไทย ตลอดจนวิธีส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นต้น
ประเภทกฎหมาย
การแบ่งแยกประเภทของกฎหมาย กฎหมายแบ่งแยกตามข้อความของกฎหมายได้เป็น 3 ประเภท
(1) กฎหมายมหาชน (Public Law)
(2) กฎหมายเอกชน (Private Law)
(3) กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law)
1. กฎหมายมหาชน (Public Law) ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับราษฎร ในฐานะที่เป็นฝ่ายปกครองราษฎร กล่าวคือในฐานะที่รัฐมีฐานะเหนือราษฎร แบ่งแยกสาขากฎหมายมหาชนได้ ดังนี้
(1) รัฐธรรมนูญ
(2) กฎหมายปกครอง
(3) กฎหมายอาญา
(4) กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
(5) กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา
(6) กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง
(1) รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายที่ว่าด้วยระเบียบแห่งอำนาจสูงสุดในรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจนั้น ๆ ต่อกันและกัน ลักษณะทั่วไปคือ
ก. กำหนดระเบียบแห่งอำนาจสูงสุด อำนาจอธิปไตย ใครเป็นเจ้าของ (มาตรา
3 แห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทยพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้)
ข. รัฐธรรมนูญต้องมีข้อความกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหาร อำนาจตุลาการต่อกันและกัน
(2) กฎหมายปกครอง ได้แก่กฎหมายที่กำหนดรายละเอียดในการปกครองลดหลั่นลง
จากกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายว่าด้วยอำนาจการปกครองประเทศแต่กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายว่าด้วยการดำเนินการปกครอง ซึ่งในกฎหมายนี้จะกล่าวถึงการจัดระเบียบแห่งองค์การปกครอง (เช่น จัดแบ่งออกเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือ เทศบาล สุขาภิบาล ฯลฯ ความเกี่ยวพันระหว่างองค์การเหล่านี้ต่อกันและกัน และความเกี่ยวกับระหว่างองค์การเหล่านี้กับราษฎร) กฎหมายปกครองไม่ได้รวบรวมขึ้นในรูปของประมวลกฎหมาย กฎหมายต่าง ๆ ที่อยู่ในสาขากฎหมายปกครองเป็นจำนวนมาก อาทิ เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องถิ่น พระราชบัญญัติจัดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พระราชบัญญัติเทศบาล พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล
(3) กฎหมายอาญา ได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความผิดและโทษ แยกพิจารณาได้ดังนี้
การบัญญัติความผิด หมายความว่า การบัญญัติว่าการกระทำและการงดเว้นการกระทำอย่างใดเป็นความผิดอาญา
การบัญญัติโทษ หมายความว่า เมื่อใดบัญญัติว่าการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำอย่างใดเป็นความผิดแล้ว ก็ต้องบัญญัติโทษอาญาสำหรับความผิดนั้นไว้ด้วย
ประมวลกฎหมายอาญาแบ่งออกเป็น 3 ภาค ภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป ภาค 2 ความผิด ภาค 3 ลหุโทษ ภาค 1 ตามมาตรา 17 แห่งประมวลกฎหมายอาญาให้นำไปใช้ในกรณีความผิดตามกฎหมายอื่นได้ด้วย
หลักเกณฑ์สำคัญ ของประมวลกฎหมายอาญา มีดังนี้
(1) จะไม่มีความผิดโดยไม่มีกฎหมาย [1]
(2) จะไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย โทษอย่างไรก็ต้องลงอย่างนั้น จะให้ลงโทษอย่างอื่นไม่ได้
(3) จะต้องตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด
(4) การอุดช่องว่างแห่งกฎหมาย อุดช่องว่าเป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้
(5) จะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้จากความรับผิดไม่ได้(มาตรา64)
หลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นความผิดอาญา มี 3 ข้อ
1. ต้องมีการกระทำ
2. การกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด
3. ไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ หรือ ไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด
(4) กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม หมายความถึงกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลและอำนาจในการพิจารณาพิพากษาของศาลและของผู้พิพากษา มีหลักการดังนี้
(1) หลักอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ต้องเป็นของศาลโดยเฉพาะ
(2) หลักการจัดตั้งศาล จัดตั้งศาลต้องกระทำโดยพระราชบัญญัติ
(3) หลักการห้ามตั้งศาลพิเศษ
(4) หลักการผู้พิพากษาย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีซึ่งตามรัฐธรรมนูญให้หลักประกันไว้ 2 ประการ คือ
(ก) การแต่งตั้ง ย้าย ถอดถอน ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการก่อนแล้วจึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งและถอดถอนหรือโยกย้ายได้
(ข) การเลื่อนตำแหน่งการเลื่อนเงินเดือน ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการ หลักประกันทั้ง 2 ประการ ดังกล่าวทำให้ผู้พิพากษาเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร เพราะฝ่ายบริหารจะให้คุณหรือโทษผู้พิพากษาไม่ได้ คณะกรรมการตุลาการเป็นคนกลางไม่ขึ้นต่อฝ่ายบริหาร
(5) กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พุทธศักราช 2477 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงกระบวนการที่จะนำตัวผู้กระความความผิดมารับโทษตามความผิดที่กำหนดในประมวลกฎหมายอาญา เริ่มตั้งแต่ ขอบเขตของเจ้าพนักงานตำรวจ อัยการ และศาลในการพิจารณาคดี หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาคดีเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
(6) กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) หลักการเริ่มคดีอยู่ที่คู่ความ ไม่ว่าจะเป็นตัวฟ้องก็ดี คำให้การก็ดี หรือคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีแพ่งก็ดี คู่ความจะต้องระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
(2) การพิจารณาดำเนินไปโดยเคร่งครัดต่อแบบพิธี เช่นว่า การยื่นเอกสารจะต้องยื่นต้นฉบับ หรือกรณีใดยื่นสำเนาเอกสารได้ เป็นต้น เพราะการปฏิบัติไม่ถูกต้องอาจมีผลให้ศาลไม่รับฟังพยานเอกสารนั้น
(3) ไม่จำเป็นต้องถือเอาความสัตย์จริงเป็นใหญ่ เพราะคู่ความต้องระวังรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เช่น คดีฟ้องของเรียกเงินกู้ ความจริงมิได้กู้ แต่จำเลยเห็นว่าเป็นจำนวนเงินเล็กน้อย จึงยอมรับว่ากู้มาจริง ศาลก็ต้องพิพากษาให้เป็นไปตามฟ้องของโจทก์และคำรับของจำเลย เว้นแต่ในกรณีที่ศาลอาจยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นมาอ้างได้ ศาลอาจวินิจฉัยไปโดยไม่ฟังคำรับของคู่ความก็ได้
2. กฎหมายเอกชน(Private Law) ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกันในฐานะเท่าเทียมกัน เช่นเรื่องสัญญาซื้อขาย ก. ทำสัญญาซื้อขายกับ ข. ก. กับ ข. ต่างก็อยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน ก. จะบังคับ ข. ให้ตกลงกับ ก. อย่างใด ๆ โดย ข. ไม่สมัครใจไม่ได้ มีข้อที่ควรสังเกตว่าในบางกรณีรัฐก็ได้เข้ามาทำสัญญากับราษฎร ในฐานะที่รัฐเป็นราษฎรได้ ซึ่งก็ต้องมีความสัมพันธ์เหมือนสัญญาซื้อขายระหว่างบุคคลธรรมดา กฎหมายเอกชนที่กล่าวไว้ในที่นี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอื่น ๆ โดยสรุป
(1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีลักษณะเป็นประมวลกฎหมายแบ่งแยกออกเป็นหลายลักษณะด้วยกัน เช่น นิติกรรมสัญญา หนี้ ซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ละเมิด ตัวแทน นายหน้า เป็นต้น ในแต่ละลักษณะได้กำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ ในการศึกษากฎหมายของนักศึกษาคณะนิติศาสตร์แทบทุกมหาวิทยาลัย จะมีการศึกษาถึงเนื้อหารายละเอียดในกฎหมายนั้น ๆ แต่ละลักษณะ แต่ในที่นี้ที่กล่าวถึงไว้ก็เพียงเพื่อให้ทราบว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชน เท่านั้น
(2) กฎหมายอื่น ๆ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนในฐานะเท่าเทียมกัน อันมีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชนยังมีอยู่อีกมาก อันได้แก่พระราชบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษอื่น อย่างเช่น ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจำกัดสิทธิในการมีที่ดินของบุคคลบางประเภท เช่น คนต่างด้าว เป็นต้น พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่านา พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมีลักษณะเป็นกึ่งกฎหมายมหาชนและกึ่งกฎหมายเอกชน เพราะมีบทบัญญัติให้เจ้าพนักงานเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง
3. กฎหมายระหว่างประเทศ(International Law) หมายถึง กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกัน และแบ่งแยกออกตามความสัมพันธ์ได้ 3 สาขา คือ
(1) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกันในฐานะที่รัฐเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น กำหนดข้อบังคับการทำสงครามระหว่างกันและกัน
(2) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกันในทางคดีบุคคล คือ ในทางเอกชนหรือในทางแพ่ง กฎหมายนี้จะกำหนดว่าถ้าข้อเท็จจริงพัวพันกับต่างประเทศในทางใดทางหนึ่ง เช่น การสมรสกับหญิงที่เป็นคนต่างด้าว หรือการซื้อขายของที่อยู่ในต่างประเทศจะใช้กฎหมายภายในประเทศ (คือกฎหมายไทย) หรืออาจใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่คดีนั้น ๆ
(3) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกันทางคดีอาญา เช่น กำหนดว่าการกระทำความผิดนอกประเทศในลักษณะใดบ้างจะพึงฟ้องร้องในประเทศไทย ตลอดจนวิธีส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นต้น
หน่วยที่3
ประเภทขององค์ประกอบความผิด
ก. ประเภทขององค์ประกอบพิจารณาจากแง่การกระทำที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด
๑.องค์ประกอบภายนอก
ได้แก่ การกระทำและสิ่งต่าง ๆ ที่กฎหมายอาญาบัญญัติว่าเป็นความผิด เท่าที่ปรากฏออกมา
ภายนอก คือเท่าที่ปรากฏออกมาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย หลักในการแบ่งแยกองค์ประกอบ
ความผิดแต่ละความผิดนั้น คือ จะต้องตั้งต้นที่ "การกระทำ" ที่กฎหมายบัญญัติไว้เสียก่อน
ข้อยกเว้นมีในกรณีที่กฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติของผู้กระทำด้วย เช่น กำหนดว่าผู้กระทำ
จะต้องเป็นเจ้าพนักงานจึงจะทำผิดได้
๒.องค์ประกอบภายใน
ได้แก่ เป็นเรื่องที่กฎหมายที่กำหนดความผิดได้กำหนดไว้เกี่ยวกับจิตใจของผู้กระทำผิด คือ
เจตนา มูลเหตุชักจูงใจและประมาท
เจตนา (ป.อ.มาตรา ๕๙) เมื่อกฎหมายกำหนดว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิดแล้ว บุคคลนั้น
ต้องกระทำโดยเจตนาจึงจะมีความผิด เว้นแต่ จะเข้าข้อยกเว้น กล่าวคือ (๑) กฎหมายบัญญัติไว้
โดยชัดแจ้งว่าเป็นความผิด (๒) ความผิดลหุโทษตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่ง
แม้ไม่ได้กระทำโดยเจตนาก็เป็นความผิด เว้นแต่ถ้อยคำในตัวบทจะแสดงว่าต้องเจตนาจึงจะ
เป็นความผิด และ (๓) ความผิดตามพระราชบัญญัติอื่น ซึ่งระบุไว้ชัดแจ้งว่าแม้ไม่ได้กระทำ
โดยเจตนาก็เป็นความผิด
ประมาท (ป.อ.มาตรา ๕๙) จะเป็นความผิดต่อเมื่อกฎหมายได้ระบุไว้ในมาตราที่บัญญัติถึง
ความผิดนั้นว่า การกระทำโดยประมาทมีความผิด ดังนั้น ถ้ามาตราใดในประมวลกฎหมาย
อาญาไม่มีคำว่า "ประมาท" แล้ว ต้องถือว่าผู้กระทำต้องมีเจตนาธรรมดาจึงจะมีความผิด
ทั้งนี้ นอกจากข้อยกเว้น อีก ๒ ประการที่ มาตรา ๕๙ บัญญัติไว้ คือ
(๑) ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา ซึ่ง
หมายถึงกฎหมายอื่นนอกจากประมวลกฎหมายอาญา
(๒) ข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐๔ บัญญัติว่า "การกระทำความผิด
ลหุโทษตามประมวลกฎหมายนี้ แม้กระทำโดยไม่มีเจตนาก็เป็นความผิด เว้นแต่ ตาม
บทบัญญัติความผิดนั้นจะมีความบัญญัติให้เห็นเป็นอย่างอื่น"
ข.ประเภทขององค์ประกอบพิจารณาจากแง่ลักษณะขององค์ประกอบนั้นเอง
๑.องค์ประกอบในทางรับ
เป็นองค์ประกอบปรกติของความผิด ซึ่งหมายความรวมถึงองค์ประกอบภายนอกและ
องค์ประกอบภายในด้วย องค์ประกอบในทางรับนี้มิได้มีเฉพาะในเรื่องความผิด แต่มีในเรื่อง
เหตุเพิ่มโทษและเรื่องอื่น ๆ เช่น เจตนาด้วย
๒.องค์ประกอบในทางปฏิเสธ
หมายความถึง องค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าถ้าเข้าองค์ประกอบดังกล่าวแล้ว ก็จะไม่
เป็นความผิดตามมาตราที่ระบุไว้ องค์ประกอบในทางปฏิเสธนี้มิใช่มีอยู่เฉพาะในเรื่อง
ความผิดเท่านั้น แม้ในเรื่องอื่นก็มีเหมือนกัน เช่น เรื่องประมาทตามมาตรา ๕๙ วรรคสี่
ซึ่งใช้คำว่า "กระทำโดยประมาท ได้แก่ ความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจาก
ความระมัดระวัง..." คำว่า "ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา" ย่อมเป็นองค์ประกอบ
ในทางปฏิเสธ กล่าวคือ ถ้าปรากฏว่าผู้กระทำโดยเจตนา ไม่ว่าจะเป็นเจตนาโดยประสงค์
ต่อผลหรือเจตนาโดยย่อมเล็งเห็นผล ย่อมจะเป็นความผิดฐานประมาทไม่ได้เลย
๓.องค์ประกอบในทางอธิบาย
ในตัวของมันเองไม่ได้ประกอบเป็นความผิด มันเป็นแต่อธิบายความผิดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เท่านั้น เช่น
มาตรา ๒๗๗ บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี... โดยเด็กหญิง
นั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ..." จะเห็นได้ว่า คำว่า "โดยเด็กหญิงนั้นจะ
ยินยอมหรือไม่ก็ตาม" นั้นเป็นแต่คำอธิบายเท่านั้น ผู้ใดกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปีย่อมมีความผิดเสมอ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความยินยอมของเด็กหญิงนั้น
ก. ประเภทขององค์ประกอบพิจารณาจากแง่การกระทำที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด
๑.องค์ประกอบภายนอก
ได้แก่ การกระทำและสิ่งต่าง ๆ ที่กฎหมายอาญาบัญญัติว่าเป็นความผิด เท่าที่ปรากฏออกมา
ภายนอก คือเท่าที่ปรากฏออกมาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย หลักในการแบ่งแยกองค์ประกอบ
ความผิดแต่ละความผิดนั้น คือ จะต้องตั้งต้นที่ "การกระทำ" ที่กฎหมายบัญญัติไว้เสียก่อน
ข้อยกเว้นมีในกรณีที่กฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติของผู้กระทำด้วย เช่น กำหนดว่าผู้กระทำ
จะต้องเป็นเจ้าพนักงานจึงจะทำผิดได้
๒.องค์ประกอบภายใน
ได้แก่ เป็นเรื่องที่กฎหมายที่กำหนดความผิดได้กำหนดไว้เกี่ยวกับจิตใจของผู้กระทำผิด คือ
เจตนา มูลเหตุชักจูงใจและประมาท
เจตนา (ป.อ.มาตรา ๕๙) เมื่อกฎหมายกำหนดว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิดแล้ว บุคคลนั้น
ต้องกระทำโดยเจตนาจึงจะมีความผิด เว้นแต่ จะเข้าข้อยกเว้น กล่าวคือ (๑) กฎหมายบัญญัติไว้
โดยชัดแจ้งว่าเป็นความผิด (๒) ความผิดลหุโทษตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่ง
แม้ไม่ได้กระทำโดยเจตนาก็เป็นความผิด เว้นแต่ถ้อยคำในตัวบทจะแสดงว่าต้องเจตนาจึงจะ
เป็นความผิด และ (๓) ความผิดตามพระราชบัญญัติอื่น ซึ่งระบุไว้ชัดแจ้งว่าแม้ไม่ได้กระทำ
โดยเจตนาก็เป็นความผิด
ประมาท (ป.อ.มาตรา ๕๙) จะเป็นความผิดต่อเมื่อกฎหมายได้ระบุไว้ในมาตราที่บัญญัติถึง
ความผิดนั้นว่า การกระทำโดยประมาทมีความผิด ดังนั้น ถ้ามาตราใดในประมวลกฎหมาย
อาญาไม่มีคำว่า "ประมาท" แล้ว ต้องถือว่าผู้กระทำต้องมีเจตนาธรรมดาจึงจะมีความผิด
ทั้งนี้ นอกจากข้อยกเว้น อีก ๒ ประการที่ มาตรา ๕๙ บัญญัติไว้ คือ
(๑) ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา ซึ่ง
หมายถึงกฎหมายอื่นนอกจากประมวลกฎหมายอาญา
(๒) ข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐๔ บัญญัติว่า "การกระทำความผิด
ลหุโทษตามประมวลกฎหมายนี้ แม้กระทำโดยไม่มีเจตนาก็เป็นความผิด เว้นแต่ ตาม
บทบัญญัติความผิดนั้นจะมีความบัญญัติให้เห็นเป็นอย่างอื่น"
ข.ประเภทขององค์ประกอบพิจารณาจากแง่ลักษณะขององค์ประกอบนั้นเอง
๑.องค์ประกอบในทางรับ
เป็นองค์ประกอบปรกติของความผิด ซึ่งหมายความรวมถึงองค์ประกอบภายนอกและ
องค์ประกอบภายในด้วย องค์ประกอบในทางรับนี้มิได้มีเฉพาะในเรื่องความผิด แต่มีในเรื่อง
เหตุเพิ่มโทษและเรื่องอื่น ๆ เช่น เจตนาด้วย
๒.องค์ประกอบในทางปฏิเสธ
หมายความถึง องค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าถ้าเข้าองค์ประกอบดังกล่าวแล้ว ก็จะไม่
เป็นความผิดตามมาตราที่ระบุไว้ องค์ประกอบในทางปฏิเสธนี้มิใช่มีอยู่เฉพาะในเรื่อง
ความผิดเท่านั้น แม้ในเรื่องอื่นก็มีเหมือนกัน เช่น เรื่องประมาทตามมาตรา ๕๙ วรรคสี่
ซึ่งใช้คำว่า "กระทำโดยประมาท ได้แก่ ความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจาก
ความระมัดระวัง..." คำว่า "ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา" ย่อมเป็นองค์ประกอบ
ในทางปฏิเสธ กล่าวคือ ถ้าปรากฏว่าผู้กระทำโดยเจตนา ไม่ว่าจะเป็นเจตนาโดยประสงค์
ต่อผลหรือเจตนาโดยย่อมเล็งเห็นผล ย่อมจะเป็นความผิดฐานประมาทไม่ได้เลย
๓.องค์ประกอบในทางอธิบาย
ในตัวของมันเองไม่ได้ประกอบเป็นความผิด มันเป็นแต่อธิบายความผิดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เท่านั้น เช่น
มาตรา ๒๗๗ บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี... โดยเด็กหญิง
นั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ..." จะเห็นได้ว่า คำว่า "โดยเด็กหญิงนั้นจะ
ยินยอมหรือไม่ก็ตาม" นั้นเป็นแต่คำอธิบายเท่านั้น ผู้ใดกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปีย่อมมีความผิดเสมอ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความยินยอมของเด็กหญิงนั้น
หน่วยที่2
ในสังคมของมนุษย์นั้นมีสมาชิกจำนวนมากที่มีความแตกต่างกัน ทั้งด้านความคิดเห็นและพฤติกรรมต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีกฎระเบียบหรือกติการ่วมกัน เพื่อเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ และช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับสังคม ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย กฎหมายมีความสำคัญต่อสังคมในด้านต่างๆ ดังนี้
1. กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมและประเทศชาติ เมื่ออยู่รวมกันเป็นสังคมทุกคนจำเป็นต้องมีบรรทัดฐาน ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติยึดถือเพื่อความสงบเรียบร้อย ความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม
2. กฎหมายเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ พลเมืองไทยทุกคนต้องปฏิบัติตนตามข้อบังคับของกฎหมาย ถ้าใครฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับโทษ กฎหมายจะเกี่ยวข้องกับ การดำรงชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย
3. กฎหมายก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม คนเราทุกคนย่อมต้องการความ ยุติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะตัดสินว่าการกระทำใดถูกต้องหรือไม่นั้น ย่อมต้องมีหลักเกณฑ์ ฉะนั้น กฎหมายจึงเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่เป็นหลักของความยุติธรรม
4. กฎหมายเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปในทางใด หรือคุณภาพของพลเมืองเป็นอย่างไร จำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาใช้บังคับ เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายของการพัฒนาที่กำหนดไว้ ดังจะเห็นได้จากการที่กฎหมายได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยรัฐเป็นผู้จัดการศึกษาให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายนั้น ย่อมส่งผลให้ คุณภาพด้านการศึกษาของประชาชนสูงขึ้น หรือการที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ พิทักษ์ปกป้อง และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย่อมทำให้สังคมและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนมีมาตรฐานดีขึ้น
ดังนั้น การที่ประเทศใดจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เป็นไปในแนวทางใดก็ตามถ้าได้มีบทบัญญัติของกฎหมายเป็นหลักการให้ทุกคนปฏิบัติตาม ก็ย่อมทำให้การพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชนประสบผลสำเร็จได้สูงกว่าการปล่อยให้เป็นไปตามวิถีการดำเนินชีวิตของสังคมตามปกติ
1. กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมและประเทศชาติ เมื่ออยู่รวมกันเป็นสังคมทุกคนจำเป็นต้องมีบรรทัดฐาน ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติยึดถือเพื่อความสงบเรียบร้อย ความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม
2. กฎหมายเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ พลเมืองไทยทุกคนต้องปฏิบัติตนตามข้อบังคับของกฎหมาย ถ้าใครฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับโทษ กฎหมายจะเกี่ยวข้องกับ การดำรงชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย
3. กฎหมายก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม คนเราทุกคนย่อมต้องการความ ยุติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะตัดสินว่าการกระทำใดถูกต้องหรือไม่นั้น ย่อมต้องมีหลักเกณฑ์ ฉะนั้น กฎหมายจึงเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่เป็นหลักของความยุติธรรม
4. กฎหมายเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปในทางใด หรือคุณภาพของพลเมืองเป็นอย่างไร จำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาใช้บังคับ เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายของการพัฒนาที่กำหนดไว้ ดังจะเห็นได้จากการที่กฎหมายได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยรัฐเป็นผู้จัดการศึกษาให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายนั้น ย่อมส่งผลให้ คุณภาพด้านการศึกษาของประชาชนสูงขึ้น หรือการที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ พิทักษ์ปกป้อง และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย่อมทำให้สังคมและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนมีมาตรฐานดีขึ้น
ดังนั้น การที่ประเทศใดจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เป็นไปในแนวทางใดก็ตามถ้าได้มีบทบัญญัติของกฎหมายเป็นหลักการให้ทุกคนปฏิบัติตาม ก็ย่อมทำให้การพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชนประสบผลสำเร็จได้สูงกว่าการปล่อยให้เป็นไปตามวิถีการดำเนินชีวิตของสังคมตามปกติ
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน
2515 ที่บังคับใช้เป็นกฏหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แทนพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495 มิได้มีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ
เกี่ยวกับการจัดระเบียบราชการบริหารที่ยังคงจัดโครงสร้างหลักของการจัดระเบียบ
การบริหารราชการเป็นส่วนกลาง - ส่วนภูมิภาค - ส่วนท้องถิ่น เช่นเดิมโครง สร้าง
กระทรวง ทบวง กรม ยังคงสภาพเดิมการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการของระบบ
บริหารราชการ จึงยังไม่บังเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
การจัดระเบียบบริหารราชการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 จึงยัง
ไม่สามารถตอบสนองภารกิจ และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาที่รัฐต้องเผชิญเพิ่ม
มากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพรัฐบาลภายใต้การนำ ของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินความพยายามในการปรับปรุงแก้ไข โดยการแต่งตั้งคณะ
กรรมการปฏิรูประบบและโครงสร้างของส่วนราชการ ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการและ
ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกัน เพื่อพิจารณาดำเนินการศึกษาและเสนอแนะแนว
ทางในการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งคณะกรรมการได้เสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้าง
ของระบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยกำหนดความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างราชการ
ส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาค-ส่วนท้องถิ่นและเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นตั้งหน่วย
การปกครองท้องถิ่นของตนได้เมื่อมีคุณสมบัติครบถ้วนรวมทั้งได้มีการเสนอให้มีการ
ปรับปรุงในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการในแต่ละส่วนด้วย
นอกจากนี้นักวิชาการหลายท่านได้ทำการศึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการ
ปรับปรุงระบบราชการที่น่าสนใจ อาทิเช่น
กระมล ทองธรรมชาติ ศึกษาพบว่ามีปัญหาความซ้ำซ้อนกันภายในโครงสร้าง
ของระบบบริหารราชการระหว่างกระทรวง แม้ภายในกระทรวงเดียวกันหรือกรมเดียว
กันก็มีปัญหา (แม้ว่ารัชกาล ที่ 5 จะทรงปฏิบัติระบบราชการเพื่อขจัดความซ้ำซ้อนใน
ด้านพื้นที่และหน้าที่)
ทั้งนี้ ถ้าจะทำการปฏิรูปต้องปฏิรูปที่โครงสร้างทั้งหมดทั้งโครงสร้างระหว่าง
กระทรวงโครงสร้างภายในกระทรวงและโครงสร้างภายในกรม
เช่นเดียวกับการศึกษาของวรเดช จันทรศร ที่ศึกษาพบว่านับแต่มีการปฏิรูประบบ
ราชการในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. 2435 เป็นต้นมาระบบราช
การยังไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทั้งระบบอีกเลย การเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้น
เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหน่วยงาน (เพิ่มกรม/กอง) โดยที่ระบบราชการไทย
นั้น มีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากขึ้นเพื่อจะสนองตอบต่อผลประโยชน์ของตนเองส่วนหนึ่ง
ในขณะเดียวกันนั้นก็เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศควบคู่กันไปด้วย
จากปี พ.ศ.2476 ซึ่งมีจำนวนกรม 45 กรมขยายเป็น 102กรม ในปี 2512 และมาก
กว่า120 กรมในปี2534 และมีกองถึงกว่า1,300 กองนอกจากนี้การจัดตั้งกรม /กอง
ขึ้นใหม่ มีลักษณะเป็นการตั้งขึ้นใหม่จากหน้าที่ซึ่งมีอยู่แล้วมากกว่าตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่
ใหม่ซึ่งไม่เคยปฏิบัติมาก่อนแต่เป็นงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กรม/กระทรวงอื่น
อยู่ แล้ว งานจึงซ้ำซ้อนกัน
ประเวศ วะศีได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญของระบบราชการไทยว่ามีโครงสร้างที่เน้น
การรวบรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางมากเกินไปทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วม
ในการคิดในการดำเนินงานได้ รวมทั้งระบบราชการเน้นในเรื่องการควบคุมงานภายใน
รูปของระเบียบต่าง ๆ มากกว่าหน้าที่ผลงาน จึงควรปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ
เสียใหม่โดยลดอำนาจข้าราชการและคืนอำนาจตัดสินใจให้ประชาชน
อมรา รักษาสัตย์ และถวัลย์ วรเทพพุฒิพงษ์และคณะ ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ
การปรับปรุงระบบของราชการ ด้านการจัดองค์การพบว่า การจัดองค์การราชการก่อให้
เกิดปัญหาสำคัญคือโครงสร้างระบบราชการขาดความยืดหยุ่นไม่สามารถ รับภารกิจรัฐ
บาลในสังคมใหม่ได้โครงสร้างอำนาจการตัดสินใจมีลักษณะรวมอำนาจไว้ในส่วนกลาง
กระทรวงขาดเอกภาพในการบริหารงาน ไม่สามารถผนึกกำลังของกรม เพื่อแก้ปัญหา
หลักของชาติ
ข้อสรุปสำคัญจากการประเมินผลการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติฉบับที่5 (พ.ศ.2525-2529)ที่กล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับการบริหาร
ราชการ ที่นอกจากจะไม่สนับสนุนการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 6(พ.ศ.2530 - 2534) จึงได้เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นต้องการปรับปรุงการ
บริหารและทบทวนบทบาทรัฐในการพัฒนาประเทศ
ดังนั้น เมื่อมีการยึดอำนาจจากรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกชาติชาย
ชุณหะวัน โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) เมื่อวันที่23 กุมภาพันธ์
2534 จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขประกาศของคณะปฏิวัติในฉบับที่ 218โดยการเสนอ
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534 ใช้บังคับแทนเมื่อวันที่ 5
กันยายน 2534ซึ่งมีเจตนารมย์ที่จะแก้ไขปัญหาสำคัญๆของประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ 218 เดิมใน 4 ประการ ที่สำคัญคือ
1) จำเป็นต้องกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วรนราชการต่าง ๆ ให้ชัดเจน
เพื่อมิให้มีการปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกันระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ
2) เพื่อให้การบริหารงานในระดับกระทรวงมีเอกภาพสามารถดำเนิน
การให้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐมนตรีกำหนดได้
3) เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการมอบอำนาจในการปฏิบัติราชการแทนให้
ครบถ้วนชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติราชการ
4) กำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการควบคุมดูแลการ
ปฏิบัติราชการของข้าราชการซึ่งปฏิบัติราชการในเขตจังหวัดให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
จากเจตนารมณ์ ทั้ง 4 ประการจึงมีบทบัญญัติใน พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการ
แผ่นดิน พ.ศ.2534หลายประการที่เปลี่ยนแปลงไปจากประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่
218 ดังมีสาระสำคัญในแต่ละประเด็นดังนี้
1. การกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรมจากปัญหาเกี่ยวกับการทำงานซ้ำซ้อนกัน
ระหว่างต่างกระทรวงหรือภายในกระทรวงเดียวกันดังที่ได้มีผู้วิจัยและเสนอปัญหาไว้
อาทิเช่นมีหน่วยงานระดับกรมมากกว่ากรมที่ทำงานด้านการพัฒนาแหล่งน้ำหรืองาน
ด้านการจัดการศึกษานอกโรงเรียนก็มีหน่วยงานระดับกรมมากกว่า กรม ที่ดูแลเรื่อง
ดังกล่าว ดังนี้จึงมีบทบัญญัติไว้ดังนี้
"มาตรา 8 การจัดตั้งหรือยุบส่วนราชการ ตามมาตรา 7 ให้เป็นพระราช
บัญญัติ.........................................................................................................................
.....................................................................................................................................
การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักเลขานุการรัฐมนตรีกรมหรือ ส่วนราชการ
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและให้ระบุ
อำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการไว้ในพระราชกฤษฎีกาด้วย"
"มาตรา 74 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการภายในสำนักเลขานุการ
รัฐมนตรีและกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเทียบเท่ากับหรือ
มีฐานะเป็นกรมใดยังมิได้ระบุอำนาจหน้าที่ไว้ตามมาตรา 8 วรรคสี่ ให้ดำเนินการ
แก้ไขให้เสร็จสิ้นภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ"
2. การเสริมสร้างเอกภาพในการบริหารงานระดับกระทรวง
ปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานระดับกระทรวง ขาดเอกภาพในการบริหารงาน
ไม่สามารถผนึกกำลังของกรมเพื่อแก้ไขปัญหาหลักของชาติ จึงได้มีการปรับปรุง
แก้ไข บทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกระทรวงและกรมให้เกิดการร่วมมือและ
ผนึกกำลังกันโดยใช้แผนเป็นเครื่องมือทั้งในระดับกระทรวงและกรม ตามบทบัญญัติ
ใน มาตรา 21มาตรา 23 มาตรา 32 ดังนี้
"มาตรา 21 กระทรวงนอกจากมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงและรัฐมนตรีช่วยว่า
การกระทรวงให้มีปลัดกระทรวงคนหนึ่งมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
(1) รับผิดชอบควบคุมราชการประจำ ในกระทรวงกำนดแนวทางและแผน
การปฏิบัติราชการของกระทรวงและลำดับความสำคัญของแผนการปฏิบัติราชการ
ประจำปี ของส่วนราชการในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบาย ที่รัฐมนตรีกำหนด
รวมทั้งกำกับเร่งรัดติดตามและประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการใน
กระทรวง..................................."
"มาตรา 23 สำนักงานปรัดกระทรวงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำ
ทั่วไปของกระทรวง และราชการที่คณะรัฐมนตรีมิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรม
ใดกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงโดยเฉพาะรวมทั้งกำกับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการ
ในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบายแนวทาง และแผนปฏิบัติราชการของกระทรวง
ด้วย"
"มาตรา 32 ...........................................................................................
กรมมีอธิบดีเป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรมให้เป็นไปตาม
นโยบายแนวทางและแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวงและในกรณีที่มีกฏหมาย
อื่นกำหนดอำนาจหน้าที่ของอธิบดีไว้เป็นการเฉพาะ การใช้อำนาจและการปฏิบัติ
หน้าที่ตามกฏหมายดังกล่าวให้คำนึงถึงนโยบายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรืออนุมัติ
และแนวทางและแผนปฏิบัติราชการของกระทรวงด้วย"
3. การปรับปรุงเรื่องการมอบอำนาจ
เนื่องจากหลักเกณฑ์วิธีการมอบอำนาจที่กำหนดไว้ตาม ปว.218 เดิมมีข้อ
จำกัดเกี่ยวกับวิธีการมอบอำนาจบางกรณีที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐ
มนตรี ก่อนจัดทำเป็นคำสั่ง ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาและไม่สามารถมอบ
อำนาจช่วยต่อไปได้ จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับการมอบอำนาจ
ใหม่โดยให้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนความ รวดเร็วในการ
ปฏิบัติราชการ และการกระจายความรับผิดชอบตามสภาพของตำแหน่งของผู้รับ
มอบอำนาจตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในมาตรา 38 มาตรา 39และมาตรา 40
ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงใหม่ได้แก่
1) การเปลี่ยนแปลงวิธีการมอบอำนาจโดยกำหนดให้การมอบอำนาจทุก
กรณีให้ทำเป็นหนังสือทั้งนี้ผู้มอบอำนาจสามารถมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่ง
ที่กำหนดไว้ในมาตรา38 โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ใดและไม่ต้องมีการ
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2) มีการเพิ่มตำแหน่งของผู้มอบอำนาจมากขึ้น โดยกำหนดเรื่องการมอบ
อำนาจของ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกอง (ในราชการบริหารส่วนกอง) และ
ตำแหน่งหัวหน้า ส่วนราชการประจำจังหวัด นายอำเภอ และปลัดอำเภอผู้เป็นหัว
หน้าประจำกิ่งอำเภอ (ในราชการบริหาร - ส่วนภูมิภาค ) นอกจากนี้ยังกำหนด
ตำแหน่งผู้รับมอบอำนาจ เพิ่มมากขึ้นด้วย
3) กำหนดให้มีการมอบอำนาจช่วงต่อไปได้ กรณีผู้ดำรงตำแหน่งใดได้มอบ
อำนาจให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถมอบอำนาจเรื่องนั้น ๆ
ต่อไปยังรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดได้นอกจากนี้หากได้
รับความเห็นชอบจาก ผู้มอบอำนาจข้างต้นแล้วก็สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่น
ได้
4. การปรับปรุงอำนาจหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัด
มีการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดใหม่ตามมาตรา57 โดย
กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาข้าราชการส่วนภูมิภาคใน
จังหวัดโดยยกเว้นข้าราชการทหาร ตุลาการ อัยการ ครู ข้าราชการในมหาวิทยาลัย
และ ข้าราชการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและให้เพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ผู้ว่าราช
การจังหวัดเสนองบประมาณต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ตามโครงการหรือแผนพัฒนา
จังหวัดและรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ
นอกจากนี้ยังได้มีการกำหนดให้องค์กรที่ทำหน้าที่ในการเป็นที่ปรึกษาแก่
ผู้ว่าราชการจังหวัดและให้ความเห็นชอบการจัดแผนพัฒนาจังหวัดคือ"คณะกรรม
การจังหวัด" (มาตรา53) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานรองผู้ว่าราชการ
จังหวัด 1คนปลัดจังหวัดอัยการจังหวัดหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดหัวหน้าส่วนราช
การประจำจังหวัดซึ่งเป็นตัวแทนของกระทรวงต่างๆ กระทรวงละ 1 คนเป็นกรรม
การจังหวัดโดยมีหัวหน้า สำนักงานจังหวัดเป็นกรมการจังหวัดและเลขานุการ
หากพิจารณาถึงสาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงตาม ปว.218 เป็น พ.ร.บ.
ระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน 2534อาจสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงใน4ประเด็น
หลักตามเจตนารมย์หลักของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงใน
รายละเอียด ปลีกย่อยภายใต้โครงสร้างและกระบวนการบริหารงานดั้งเดิม ตาม
แนวทางที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงวางรากฐานไว้นับแต่
เริ่มปฏิรูปการปกครองนั่นเอง
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน
2515 ที่บังคับใช้เป็นกฏหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แทนพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495 มิได้มีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ
เกี่ยวกับการจัดระเบียบราชการบริหารที่ยังคงจัดโครงสร้างหลักของการจัดระเบียบ
การบริหารราชการเป็นส่วนกลาง - ส่วนภูมิภาค - ส่วนท้องถิ่น เช่นเดิมโครง สร้าง
กระทรวง ทบวง กรม ยังคงสภาพเดิมการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการของระบบ
บริหารราชการ จึงยังไม่บังเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
การจัดระเบียบบริหารราชการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 จึงยัง
ไม่สามารถตอบสนองภารกิจ และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาที่รัฐต้องเผชิญเพิ่ม
มากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพรัฐบาลภายใต้การนำ ของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินความพยายามในการปรับปรุงแก้ไข โดยการแต่งตั้งคณะ
กรรมการปฏิรูประบบและโครงสร้างของส่วนราชการ ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการและ
ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกัน เพื่อพิจารณาดำเนินการศึกษาและเสนอแนะแนว
ทางในการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งคณะกรรมการได้เสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้าง
ของระบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยกำหนดความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างราชการ
ส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาค-ส่วนท้องถิ่นและเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นตั้งหน่วย
การปกครองท้องถิ่นของตนได้เมื่อมีคุณสมบัติครบถ้วนรวมทั้งได้มีการเสนอให้มีการ
ปรับปรุงในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการในแต่ละส่วนด้วย
นอกจากนี้นักวิชาการหลายท่านได้ทำการศึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการ
ปรับปรุงระบบราชการที่น่าสนใจ อาทิเช่น
กระมล ทองธรรมชาติ ศึกษาพบว่ามีปัญหาความซ้ำซ้อนกันภายในโครงสร้าง
ของระบบบริหารราชการระหว่างกระทรวง แม้ภายในกระทรวงเดียวกันหรือกรมเดียว
กันก็มีปัญหา (แม้ว่ารัชกาล ที่ 5 จะทรงปฏิบัติระบบราชการเพื่อขจัดความซ้ำซ้อนใน
ด้านพื้นที่และหน้าที่)
ทั้งนี้ ถ้าจะทำการปฏิรูปต้องปฏิรูปที่โครงสร้างทั้งหมดทั้งโครงสร้างระหว่าง
กระทรวงโครงสร้างภายในกระทรวงและโครงสร้างภายในกรม
เช่นเดียวกับการศึกษาของวรเดช จันทรศร ที่ศึกษาพบว่านับแต่มีการปฏิรูประบบ
ราชการในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. 2435 เป็นต้นมาระบบราช
การยังไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทั้งระบบอีกเลย การเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้น
เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหน่วยงาน (เพิ่มกรม/กอง) โดยที่ระบบราชการไทย
นั้น มีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากขึ้นเพื่อจะสนองตอบต่อผลประโยชน์ของตนเองส่วนหนึ่ง
ในขณะเดียวกันนั้นก็เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศควบคู่กันไปด้วย
จากปี พ.ศ.2476 ซึ่งมีจำนวนกรม 45 กรมขยายเป็น 102กรม ในปี 2512 และมาก
กว่า120 กรมในปี2534 และมีกองถึงกว่า1,300 กองนอกจากนี้การจัดตั้งกรม /กอง
ขึ้นใหม่ มีลักษณะเป็นการตั้งขึ้นใหม่จากหน้าที่ซึ่งมีอยู่แล้วมากกว่าตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่
ใหม่ซึ่งไม่เคยปฏิบัติมาก่อนแต่เป็นงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กรม/กระทรวงอื่น
อยู่ แล้ว งานจึงซ้ำซ้อนกัน
ประเวศ วะศีได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญของระบบราชการไทยว่ามีโครงสร้างที่เน้น
การรวบรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางมากเกินไปทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วม
ในการคิดในการดำเนินงานได้ รวมทั้งระบบราชการเน้นในเรื่องการควบคุมงานภายใน
รูปของระเบียบต่าง ๆ มากกว่าหน้าที่ผลงาน จึงควรปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ
เสียใหม่โดยลดอำนาจข้าราชการและคืนอำนาจตัดสินใจให้ประชาชน
อมรา รักษาสัตย์ และถวัลย์ วรเทพพุฒิพงษ์และคณะ ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ
การปรับปรุงระบบของราชการ ด้านการจัดองค์การพบว่า การจัดองค์การราชการก่อให้
เกิดปัญหาสำคัญคือโครงสร้างระบบราชการขาดความยืดหยุ่นไม่สามารถ รับภารกิจรัฐ
บาลในสังคมใหม่ได้โครงสร้างอำนาจการตัดสินใจมีลักษณะรวมอำนาจไว้ในส่วนกลาง
กระทรวงขาดเอกภาพในการบริหารงาน ไม่สามารถผนึกกำลังของกรม เพื่อแก้ปัญหา
หลักของชาติ
ข้อสรุปสำคัญจากการประเมินผลการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติฉบับที่5 (พ.ศ.2525-2529)ที่กล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับการบริหาร
ราชการ ที่นอกจากจะไม่สนับสนุนการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 6(พ.ศ.2530 - 2534) จึงได้เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นต้องการปรับปรุงการ
บริหารและทบทวนบทบาทรัฐในการพัฒนาประเทศ
ดังนั้น เมื่อมีการยึดอำนาจจากรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกชาติชาย
ชุณหะวัน โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) เมื่อวันที่23 กุมภาพันธ์
2534 จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขประกาศของคณะปฏิวัติในฉบับที่ 218โดยการเสนอ
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534 ใช้บังคับแทนเมื่อวันที่ 5
กันยายน 2534ซึ่งมีเจตนารมย์ที่จะแก้ไขปัญหาสำคัญๆของประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ 218 เดิมใน 4 ประการ ที่สำคัญคือ
1) จำเป็นต้องกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วรนราชการต่าง ๆ ให้ชัดเจน
เพื่อมิให้มีการปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกันระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ
2) เพื่อให้การบริหารงานในระดับกระทรวงมีเอกภาพสามารถดำเนิน
การให้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐมนตรีกำหนดได้
3) เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการมอบอำนาจในการปฏิบัติราชการแทนให้
ครบถ้วนชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติราชการ
4) กำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการควบคุมดูแลการ
ปฏิบัติราชการของข้าราชการซึ่งปฏิบัติราชการในเขตจังหวัดให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
จากเจตนารมณ์ ทั้ง 4 ประการจึงมีบทบัญญัติใน พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการ
แผ่นดิน พ.ศ.2534หลายประการที่เปลี่ยนแปลงไปจากประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่
218 ดังมีสาระสำคัญในแต่ละประเด็นดังนี้
1. การกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรมจากปัญหาเกี่ยวกับการทำงานซ้ำซ้อนกัน
ระหว่างต่างกระทรวงหรือภายในกระทรวงเดียวกันดังที่ได้มีผู้วิจัยและเสนอปัญหาไว้
อาทิเช่นมีหน่วยงานระดับกรมมากกว่ากรมที่ทำงานด้านการพัฒนาแหล่งน้ำหรืองาน
ด้านการจัดการศึกษานอกโรงเรียนก็มีหน่วยงานระดับกรมมากกว่า กรม ที่ดูแลเรื่อง
ดังกล่าว ดังนี้จึงมีบทบัญญัติไว้ดังนี้
"มาตรา 8 การจัดตั้งหรือยุบส่วนราชการ ตามมาตรา 7 ให้เป็นพระราช
บัญญัติ.........................................................................................................................
.....................................................................................................................................
การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักเลขานุการรัฐมนตรีกรมหรือ ส่วนราชการ
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและให้ระบุ
อำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการไว้ในพระราชกฤษฎีกาด้วย"
"มาตรา 74 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการภายในสำนักเลขานุการ
รัฐมนตรีและกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเทียบเท่ากับหรือ
มีฐานะเป็นกรมใดยังมิได้ระบุอำนาจหน้าที่ไว้ตามมาตรา 8 วรรคสี่ ให้ดำเนินการ
แก้ไขให้เสร็จสิ้นภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ"
2. การเสริมสร้างเอกภาพในการบริหารงานระดับกระทรวง
ปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานระดับกระทรวง ขาดเอกภาพในการบริหารงาน
ไม่สามารถผนึกกำลังของกรมเพื่อแก้ไขปัญหาหลักของชาติ จึงได้มีการปรับปรุง
แก้ไข บทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกระทรวงและกรมให้เกิดการร่วมมือและ
ผนึกกำลังกันโดยใช้แผนเป็นเครื่องมือทั้งในระดับกระทรวงและกรม ตามบทบัญญัติ
ใน มาตรา 21มาตรา 23 มาตรา 32 ดังนี้
"มาตรา 21 กระทรวงนอกจากมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงและรัฐมนตรีช่วยว่า
การกระทรวงให้มีปลัดกระทรวงคนหนึ่งมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
(1) รับผิดชอบควบคุมราชการประจำ ในกระทรวงกำนดแนวทางและแผน
การปฏิบัติราชการของกระทรวงและลำดับความสำคัญของแผนการปฏิบัติราชการ
ประจำปี ของส่วนราชการในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบาย ที่รัฐมนตรีกำหนด
รวมทั้งกำกับเร่งรัดติดตามและประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการใน
กระทรวง..................................."
"มาตรา 23 สำนักงานปรัดกระทรวงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำ
ทั่วไปของกระทรวง และราชการที่คณะรัฐมนตรีมิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรม
ใดกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงโดยเฉพาะรวมทั้งกำกับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการ
ในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบายแนวทาง และแผนปฏิบัติราชการของกระทรวง
ด้วย"
"มาตรา 32 ...........................................................................................
กรมมีอธิบดีเป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรมให้เป็นไปตาม
นโยบายแนวทางและแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวงและในกรณีที่มีกฏหมาย
อื่นกำหนดอำนาจหน้าที่ของอธิบดีไว้เป็นการเฉพาะ การใช้อำนาจและการปฏิบัติ
หน้าที่ตามกฏหมายดังกล่าวให้คำนึงถึงนโยบายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรืออนุมัติ
และแนวทางและแผนปฏิบัติราชการของกระทรวงด้วย"
3. การปรับปรุงเรื่องการมอบอำนาจ
เนื่องจากหลักเกณฑ์วิธีการมอบอำนาจที่กำหนดไว้ตาม ปว.218 เดิมมีข้อ
จำกัดเกี่ยวกับวิธีการมอบอำนาจบางกรณีที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐ
มนตรี ก่อนจัดทำเป็นคำสั่ง ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาและไม่สามารถมอบ
อำนาจช่วยต่อไปได้ จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับการมอบอำนาจ
ใหม่โดยให้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนความ รวดเร็วในการ
ปฏิบัติราชการ และการกระจายความรับผิดชอบตามสภาพของตำแหน่งของผู้รับ
มอบอำนาจตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในมาตรา 38 มาตรา 39และมาตรา 40
ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงใหม่ได้แก่
1) การเปลี่ยนแปลงวิธีการมอบอำนาจโดยกำหนดให้การมอบอำนาจทุก
กรณีให้ทำเป็นหนังสือทั้งนี้ผู้มอบอำนาจสามารถมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่ง
ที่กำหนดไว้ในมาตรา38 โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ใดและไม่ต้องมีการ
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2) มีการเพิ่มตำแหน่งของผู้มอบอำนาจมากขึ้น โดยกำหนดเรื่องการมอบ
อำนาจของ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกอง (ในราชการบริหารส่วนกอง) และ
ตำแหน่งหัวหน้า ส่วนราชการประจำจังหวัด นายอำเภอ และปลัดอำเภอผู้เป็นหัว
หน้าประจำกิ่งอำเภอ (ในราชการบริหาร - ส่วนภูมิภาค ) นอกจากนี้ยังกำหนด
ตำแหน่งผู้รับมอบอำนาจ เพิ่มมากขึ้นด้วย
3) กำหนดให้มีการมอบอำนาจช่วงต่อไปได้ กรณีผู้ดำรงตำแหน่งใดได้มอบ
อำนาจให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถมอบอำนาจเรื่องนั้น ๆ
ต่อไปยังรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดได้นอกจากนี้หากได้
รับความเห็นชอบจาก ผู้มอบอำนาจข้างต้นแล้วก็สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่น
ได้
4. การปรับปรุงอำนาจหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัด
มีการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดใหม่ตามมาตรา57 โดย
กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาข้าราชการส่วนภูมิภาคใน
จังหวัดโดยยกเว้นข้าราชการทหาร ตุลาการ อัยการ ครู ข้าราชการในมหาวิทยาลัย
และ ข้าราชการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและให้เพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ผู้ว่าราช
การจังหวัดเสนองบประมาณต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ตามโครงการหรือแผนพัฒนา
จังหวัดและรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ
นอกจากนี้ยังได้มีการกำหนดให้องค์กรที่ทำหน้าที่ในการเป็นที่ปรึกษาแก่
ผู้ว่าราชการจังหวัดและให้ความเห็นชอบการจัดแผนพัฒนาจังหวัดคือ"คณะกรรม
การจังหวัด" (มาตรา53) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานรองผู้ว่าราชการ
จังหวัด 1คนปลัดจังหวัดอัยการจังหวัดหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดหัวหน้าส่วนราช
การประจำจังหวัดซึ่งเป็นตัวแทนของกระทรวงต่างๆ กระทรวงละ 1 คนเป็นกรรม
การจังหวัดโดยมีหัวหน้า สำนักงานจังหวัดเป็นกรมการจังหวัดและเลขานุการ
หากพิจารณาถึงสาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงตาม ปว.218 เป็น พ.ร.บ.
ระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน 2534อาจสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงใน4ประเด็น
หลักตามเจตนารมย์หลักของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงใน
รายละเอียด ปลีกย่อยภายใต้โครงสร้างและกระบวนการบริหารงานดั้งเดิม ตาม
แนวทางที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงวางรากฐานไว้นับแต่
เริ่มปฏิรูปการปกครองนั่นเอง
ศาลยุติธรรมไทย
ศาลยุติธรรมไทย
ศาลยุติธรรมมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยมีการปกครองแบบพ่อ ปกครองลูกโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นผู้ทรงพระราชอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีความให้แก่ราษฎรโดยยึดหลัก "คัมภีรพระธรรมศาสตร" ของอินเดีย ต่อมา เมื่อพระองค์มีราชกิจมากขึ้นไม่สามารถวินิจฉัยชี้ขาดคดีความด้วยพระองค์เองได้จึงทรงมอบพระราชอำนาจนี้ให้แก่พราหมณ์ปุโรหิตผู้มีความรู้ช่วยวินิจฉัยคดีต่าง ๆ แทนพระองค์ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดฯให้มีการตรวจชำระกฎหมายที่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยนำมาปรับปรุงและบัญญัติขึ้นใหม่เรียกว่า "กฎหมายตราสามดวง"ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่าง ๆและมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมือง
มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติ ลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรม โดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่าง ๆ ให้มารวมไว้ในท ี่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง เหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน
ทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯ
ให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า"หิรัญบัตร"
มีความกว้าง 9.5 ซ.ม. ยาว 37.2 ซ.ม. จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์
ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึง
พระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้า
ที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดี ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้อง
อาศัยการศาลเป็นสำคัญจึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อ
ให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประะเทศ ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรม จึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น "วันศาลยุติธรรม"
ศาลยุติธรรมมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยมีการปกครองแบบพ่อ ปกครองลูกโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นผู้ทรงพระราชอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีความให้แก่ราษฎรโดยยึดหลัก "คัมภีรพระธรรมศาสตร" ของอินเดีย ต่อมา เมื่อพระองค์มีราชกิจมากขึ้นไม่สามารถวินิจฉัยชี้ขาดคดีความด้วยพระองค์เองได้จึงทรงมอบพระราชอำนาจนี้ให้แก่พราหมณ์ปุโรหิตผู้มีความรู้ช่วยวินิจฉัยคดีต่าง ๆ แทนพระองค์ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดฯให้มีการตรวจชำระกฎหมายที่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยนำมาปรับปรุงและบัญญัติขึ้นใหม่เรียกว่า "กฎหมายตราสามดวง"ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่าง ๆและมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมือง
มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติ ลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรม โดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่าง ๆ ให้มารวมไว้ในท ี่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง เหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน
ทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯ
ให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า"หิรัญบัตร"
มีความกว้าง 9.5 ซ.ม. ยาว 37.2 ซ.ม. จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตย์
ยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึง
พระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้า
ที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดี ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้อง
อาศัยการศาลเป็นสำคัญจึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อ
ให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประะเทศ ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรม จึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น "วันศาลยุติธรรม"
รัฐบาลไทย(คณะรัฐมนตรี)
รัฐบาลไทย(คณะรัฐมนตรี)
หลังจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ "อภิสิทธิ์1" ก็คลอดออกมาอย่างเสร็จสมบูรณ์ ท่ามกลางกระแสสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา แถมมีกระแสข่าวการแย่งตำแหน่งและการไม่พอใจตำแหน่งรัฐมนตรีบางคนของสมาชิก ส.ส. พรรคประชาธิปปัตย์นั้น แต่สุดท้ายคณะรัฐมน อภิสิทธิ์ก็เปิดเผยและลงตัวแล้ว . . . ส่วนใครเป็นใคร มาจากไหนนั้น วันนี้กระปุกนำข้อมูลของคณะรัฐมนตรีทั้งชุดมาฝากกันค่ะ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27
อายุ 44 ปี เกิด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2507 ที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ เป็นมหาบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 จากอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในสาขาปรัชญาการเมือง และปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ สมรสกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์เพ็ญ (ศกุนตาภัย) เวชชาชีวะ อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีบุตรด้วยกัน 2 คน … อ่านประวัติ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะทั้งหมดที่นี่ค่ะ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง
อายุ 59 ปี ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า "เทพเทือก" จบการศึกษาปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต (รัฐศาสตร์) จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาโท M.A. Political Sciences จาก Middle Tennesse State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลท่าสะท้อนต่อจากบิดา ซึ่งเป็นที่ฮือฮามาก เพราะในยุคนั้นรัฐมนตรีบางกระทรวงยังจบการศึกษาแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อมาตัดสินใจลงเล่นการเมืองระดับประเทศ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สุราษฎ์ธานี เมื่อปี 2522 และชนะเลือกตั้งเป็น ส.ส.ต่อเนื่องถึง 10 สมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 สมัย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ
อายุ 59 ปี จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียโพลีเทคนิค ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับประกาศนียบัตรการอบรมบริหารชั้นสูง จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2534 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.นครราชสีมามาหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ในปี 2544 เป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะลงสมัคร ส.ส.ในกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน เมื่อการเลือกตั้งปี 2548 แต่ไม่ได้รับเลือก จากนั้นจึงพลิกบทบาทไปเขียนหนังสือแนวการเปิดโปงการทุจริตหลายเล่ม เช่น ใครว่าคนรวยไม่โกง ฯลฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ พรรคชาติไทยพัฒนา เป็น รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านสังคม
ส.ส.พิจิตร อายุ 73 ปี อดีตทหารม้า ผ่านสมรภูมิมาทุกรูปแบบ ทั้งเผด็จการ รัฐประหาร เคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยุคชวน หลีกภัย เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังพ้นการถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ก็นำสมาชิกพรรคมหาชนเข้าร่วมพรรคชาติไทย ทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษาพรรค ก่อนจะดำรงตำแหน่งรองนายกฯ เมื่อพรรคชาติไทยจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
อายุ 47 ปี จบปริญญาตรี จาก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และปริญญาโท จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เกียรตินิยมอันดับ1 เป็นส.ส.จังหวัดตรังหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลชวน 2 และเคยดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุบันเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์
นายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
อายุ 41 ปี จบ MBA จากมหาวิทยาลัย Clark University ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาเอก บัญชีดุษฎีบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นอาจารย์ประจำที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่ง เคยดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการธนาคาร Business Development Bank, กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง, ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาล พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายวีระชัยเป็นอดีตลูกเขยผู้บริหารในเครือซีพีที่ได้รับโควตาคนนอกเข้ามาร่วมรัฐบาล โดยเบียดกับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง มาได้นาทีสุดท้าย
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต.ผบ.ทบ.เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
อายุ 63 ปี เป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 6 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 17 เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในกองทัพ ทั้งรองแม่ทัพภาคที่ 1 , แม่ทัพภาคที่ 1,ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ, ผู้ช่วยบัญชาการทหารบก และในปี 2547 ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปีพุทธศักราช 2540 สาขาการพัฒนาทางทหาร ปัจจุบันเป็นประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 6
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ปัจจุบันอายุ 44 ปี ได้รับสมญานามว่า "หล่อโย่ง" เพราะมีความสูงถึง 193 เซนติเมตร จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 2) จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เคยดำรงตำแหน่งประธานบริษัทเจพี มอร์แกน (ประเทศไทย), ร่วมก่อตั้งและเป็นประธาน บริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด ด้วยวัยเพียง 24 ปี ก่อนจะลาออกจากตำแหน่งเข้าสู่การเมืองในวัย 40 ปี จากการชักชวนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อนนักเรียนเมื่อครั้งที่เรียนอยู่ประเทศอังกฤษ ในปี 2548 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต 7 กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2551 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
อายุ 53 ปี จบปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ จากนิวแฮมเชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จบปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตร์มหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เข้าสู่วงการเมืองสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ จากการชักชวนของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคในขณะนั้น เริ่มชีวิตนักการเมืองในนาม ส.ส.พิจิตร พรรคประชาธิปัตย์ และเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมสมัยรัฐบาลชวน 2 เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หลังรัฐประหารได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาร่วมกับนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ โดยดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรค และหลังการเลือกตั้งปี 2550 ได้ดำรงำแหน่งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลสมัคร 1 และรัฐบาลสมชาย
นายแพทย์พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
อายุ 45 ปี จบปริญญาแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทบริหารธุรกิจ สถาบันศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยา เป็นแพทย์ที่ก่อตั้งคลีนิกรักษาคนไข้ในนาม "มูลนิธิทานตะวัน 19" ซึ่งเป็นคลีนิกรักษาคนไข้ที่มีรายได้น้อย ตลอดจนผู้ยากจนและผู้ด้อยโอกาสโดยคิดค่ารักษาและค่ายาในราคา 19 บาท ต่อคน ต่อครั้ง อีกทั้งได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกตระเวณตรวจรักษาฟรี ให้กับประชาชนทั่วไปในเขต บึงกุ่ม ห้วยขวางและอื่นๆ เข้าสู่วงการเมืองด้วยการเป็น ส.ส.กทม. ในนามพรรคไทยรักไทย เคยดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงสาธารณสุข, ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปัจจุบันสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.กทม.ประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
อายุ 49 ปี จบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย ปริญญาโทนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (กฎหมายเปรียบเทียบ) สหรัฐอเมริกา และนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (กฎหมายอเมริกันทั่วไป) สหรัฐอเมริกา ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.กรุงเทพมหานครครั้งแรก เมื่อปี 2539 เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (นายพิจิตต รัตตกุล) และรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
อายุ 53 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตเป็นหนึ่งในนิสิตที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บจากการเข้าร่วมชุมนุมในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เข้าสู่วงการเมืองโดยเป็นหนึ่งในทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.นครศรีธรรมราชหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี,ประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคใต้
นายมานิต นพอมรบดี พรรคภูมิใจไทย หรืออดีตมัชฌิมาธิปไตย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
อายุ 53 ปี สามีของนางกอบกุล นพอมรบดี ส.สราชบุรี ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2549 นายมานิตย์ สำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาการโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ราชบุรี ในสังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายธีระ สลักเพชร ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
อายุ 51 ปี จบปริญญาตรี สาขาสาธารณสุขศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล และระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เป็น ส.สตราด สมัยแรกในปี 2539 และได้รับเลือกตั้งมาตลอด มีประสบการณ์ทำงานเป็น รองประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว และประธานกรรมาธิการการสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฎรของสภาผู้แทนราษฎร และในฝ่ายบริหารเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
อายุ 52 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบ ปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะและการวางแผน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.จังหวัดพังงาหลายสมัย ปี 2529 ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ดาวรุ่ง (ส.ส. ใหม่ดีเด่น) โดยสื่อมวลชนสายรัฐสภา เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลชวน 1 ก่อนจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลชวน 2 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา
อายุ 49 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดตากก่อนจะเข้าสู่การเมืองใหญ่ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ตาก หลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร, คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณฯลฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคเหนือ
นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
จบการศึกษาปริญญาโท (MA) สาขาการตลาด Webster University, USA เป็นภรรยาของนายสุชาติ ตันเจริญ หัวหน้ากลุ่มริมน้ำ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทภูเก็ตอินเทอร์เน็ตจำกัด และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบอร์ดทีโอที สมัยนายมั่น พัธโนทัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
นายไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
อายุ 73 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.จังหวัดพิจิตร 9 สมัย เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์
อายุ 69 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2504 และได้ทุนโคลัมโบไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ก่อนจะได้รับทุนต่อเนื่องในระดับปริญญาเอก สาขานิวเคลียร์ฟิสิกส์ ที่วิทยาลัยอิมพีเรียล ในเครือมหาวิทยาลัยลอนดอน จนสำเร็จการศึกษาในปี 2513 เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทคขึ้นในปี พ.ศ. 2529 และทำงานในแวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตลอด เข้าสู่วงการเมืองด้วยการลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2543 แต่ไม่ได้รับเลือก ก่อนจะเข้าเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส กรุงเทพมหานคร
นายกษิต ภิรมย์ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
อายุ 64 ปี สำเร็จการศึกษา ด้านการต่างประเทศ (International Affairs) จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จาก Institute of Social Studies ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีประสบการณ์ด้านต่างประเทศมายาวนาน เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ คือ ประเทศรัสเซีย อินโดนีเซีย เยอรมนี ญี่ปุ่น และตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการคือ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยช่วยราชการที่กระทรวงพาณิชย์ และที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย และที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล กลุ่มเพื่อนเนวิน นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
อายุ 72 ปี เป็นบิดาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สำเร็จการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 2 สมัย และนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในสมัยสมัคร 1 ตามโควตานครบาลของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากนั้นขยับขึ้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ก่อนกลับมาว่าการที่สาธารณสุขอีกครั้ง และได้รับตำแหน่งรองนายกฯ ในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก่อนจะได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมตรี หลังจากศาลมีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา กลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
อายุ 47 ปี จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เริ่มเข้าสู่วงการการเมืองโดยเล่นการเมืองท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา 2 สมัย ก่อนจะลงสมัคร ส.ส. และได้รับเลือกเป็น ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรคพลังประชาชน ภายหลังพรรคพลังประชาชนถูกตัดสินยุบพรรค จึงออกมาเคลื่อนไหวในฐานะแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน โดยหันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้จัดตั้งรัฐบาลแทน
นายถาวร เสนเนียม พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
อายุ 61 ปี เป็น ส.ส.สงขลาหลายสมัย จบนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย สำนักฝึกอบรมกฎหมาย และรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิตจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก่อนเข้าสู่การเมืองเคยเป็นทนายความ และอัยการประจำจังหวัดกระบี่และพัทลุงมาก่อน นายถาวรเป็นผู้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ, นายปริญญา นาคฉัตรีย์, นายวีระชัย แนวบุญเนียร ในกรณีจัดการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เคยดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการการยุติธรรมและมนุษยชน และผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายโสภณ ซารัมย์ กลุ่มเพื่อนเนวิน นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
อายุ 49 ปี เป็น จบวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ก่อนลาออกมาเป็น ส.ส สังกัดพรรคชาติไทย ปี 2544 เคยทำงานในหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร จนสร้างความไม่พอใจให้ครูทั่วประเทศมาแล้ว เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลสมชาย
นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น กลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
อายุ 57 ปี จบศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย,ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปศาสตร์ สถาบันราชภัฏเลย และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาไทยศึกษาเพื่อการพัฒนา สถาบันราชภัฏเลย ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส ขอนแก่น 2 สมัย เป็นประธานคณะกรรมาธิการการปกครองสภาผู้แทนราษฎร, นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น 2 สมัย
นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.อยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
อายุ 45 ปี จบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำธุรกิจส่วนตัวก่อนที่จะเข้าสู่สนามการเมือง ได้รับเลือกเป็น ส.ส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในนามพรรคชาติไทย เมื่อปี 2550 และดำรงตำแหน่งคณะกรรมการธิการการศึกษา รวมทั้งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
อายุ 51 ปี ภรรยาของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำกลุ่มโคราชพรรคเพื่อแผ่นดิน จบการศึกษาพยาบาลศาสตร์ มหาวทิยาลัยมหิดล เคยดำรงตำแหน่ง ผอ.สาธารณสุข อบจ.นครราชสีมา ก่อนลาออกลงเลือกตั้ง ส.ว.ปี 2549 และลงสมัคร ส.ส.จนได้รับเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย
นางพรทิวา นาคาศัย พรรคภูมิใจไทย หรือ มัชฌิมาธิปไตย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
อายุ 47 ปี เป็นภรรยาของนายอนุชา นาคาศัย อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคไทยรักไทย ได้รับเลือกเป็น ส.ว.ชัยนาทในปี 2549 ก่อนจะลงสมัคร ส.ส.ในปี 2550 แทนสามีที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ในนามพรรคมัชฌิมาธิปไตย สายกลุ่มนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน (กลุ่มวังน้ำยม) ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรค ก่อนที่พรรคมัชฌิมาธิปไตยจะถูกยุบ จึงไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยแทน
นางพรทิวา นาคาศัย จบการศึกษาจากรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารจัดการสาธารณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ การปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, ประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขาการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
นายอลงกรณ์ พลบุตร พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
อายุ 52 ปี จบปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานด้านหนังสือพิมพ์มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่การทำรัฐประหารของคณะ รสช. ในปี 2534 จะเป็นจุดพลิกผันในตัดสินใจลงเล่นการเมืองในจังหวัดเพชรบุรี และได้รับการเลือกตั้งมาหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการนายกรัฐมนตรี, เลขาธิการสภาพรรคการเมืองเสรีประชาธิปไตยแห่งเอเชีย (CALD) และได้รับฉายาว่า "มิสเตอร์เอทานอล" จากการเป็นผู้ผลักดันให้โครงการเอทานอลเกิดขึ้นในประเทศไทย และทำให้เกิดโรงงานเอทานอลจำนวนมาก
นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
อายุ 59 ปี เป็นหมออายุรศาสตร์ สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, แพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, MASTER OF PUBLIC HEALTH UNIVERSITY OF HAWAII , วิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก สาขาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญ สาขาอายุรศาสตร์ แพทยสภา, นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็น ส.ส.นครราชสีมา 5 สมัย แต่งงานกับพี่สาวของ พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ จึงอยู่ในฐานะคู่เขยของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
นายสุวิทย์ คุณกิตติ พรรคกิจสังคม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
อายุ 51 ปี จบปริญญาตรีและปริญญาโทด้านเคมี จากสหรัฐอเมริกา, ปริญญาดุษฎีบัญฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนาชุมชน เป็นส.ส.ขอนแก่น มา 8 สมัย โดยเริ่มต้นเส้นทางการเมืองจากพรรคกิจสังคม ก่อนย้ายไปพรรคเอกภาพ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคม แทนนายมนตรี พงษ์พานิช ก่อนที่จะไปสังกัดพรรคไทยรักไทย และเมื่อพรรคไทยรักไทยถูกตัดสินยุบพรรค นายสุวิทย์จึงออกมาตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน ร่วมกับกลุ่มปากน้ำของ นายวัฒนา อัศวเหม และได้รับการสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และลงสมัคร ส.ส.จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง
แม้นายสุวิทย์ คุณกิตติ จะไม่ได้รับเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่ถึงกระนั้นก็ยังได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลสมัคร ก่อนจะลาออกจากพรรคเพื่อแผ่นดินด้วยเหตุผลว่า รัฐบาลไม่มีความชัดเจนเรื่องกรณีเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก, การจวบจ้วงเบื้องสูง และการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ อดีตเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, รองนายกรัฐมนตรี
นายธีระ วงศ์สมุทร พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
อายุ 60 ปี สำเร็จการศึกษาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต และวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับราชการในกระทรวงเกษตรฯ มานาน ทั้งตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านวางโครงการก่อสร้าง (วิศวกรโยธา 8 ) , ผู้อำนวยการกองก่อสร้างโครงการใหญ่, ผู้อำนวยการสำนัก (วิศวกรโยธา 9), รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมชลประทาน, ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10 ) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมชลประทาน นายธีระเติบโตมาจากสายของพรรคชาติไทยโดยตรง
นายชาติชาย พุคยาภรณ์ กลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ดร.ชาติชายเป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยศรีปทุม และเป็นประธานคณะกรรมการบริหารและพัฒนาฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท ทักษิณ ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในสมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาครั้งนี้ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก
นายชุมพล ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
อายุ 68 ปี จบนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท สาขาบริหารรัฐกิจ Syracuse University สหรัฐอเมริกา เคยรับราชการเป็นข้าราชการสำนักงาน ก.พ. และอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะเข้ามาสู่สนามการเมืองด้วยการเป็น ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย ของนายบรรหาร ศิลปอาชา พี่ชาย เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1, ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนจะหายไปจากวงการเมือง เพราะมีปัญหาด้านสุขภาพ และมีข่าวระหองระแหงกับพี่ชาย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จนนายชุมพล แยกตัวออกมาเป็น ส.ว. กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2543 ครั้งนี้กลับมาในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แทนที่พี่ชายที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี
นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
อายุ 66 ปี เป็นเจ้าของห้องอาหารขนาบน้ำ จบปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฎมหาสารคาม และปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็น ส.ส มหาสารคามมาหลายสมัย เคยเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะถูกยุบ นายชาญชัยจึงย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนหน้าเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร, เลขานุการประจำรัฐสภา, เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, รองโฆษกรัฐบาล
นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
อายุ 49 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2529 และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2540 ประกอบอาชีพทนายความก่อนเข้าสู่วงการเมือง ได้รับเลือกเป็น ส.ส อุบลราชธานี 6 สมัย เคยเป็นเลขานุกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
หลังจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ "อภิสิทธิ์1" ก็คลอดออกมาอย่างเสร็จสมบูรณ์ ท่ามกลางกระแสสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา แถมมีกระแสข่าวการแย่งตำแหน่งและการไม่พอใจตำแหน่งรัฐมนตรีบางคนของสมาชิก ส.ส. พรรคประชาธิปปัตย์นั้น แต่สุดท้ายคณะรัฐมน อภิสิทธิ์ก็เปิดเผยและลงตัวแล้ว . . . ส่วนใครเป็นใคร มาจากไหนนั้น วันนี้กระปุกนำข้อมูลของคณะรัฐมนตรีทั้งชุดมาฝากกันค่ะ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27
อายุ 44 ปี เกิด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2507 ที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ เป็นมหาบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 จากอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในสาขาปรัชญาการเมือง และปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ สมรสกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์เพ็ญ (ศกุนตาภัย) เวชชาชีวะ อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีบุตรด้วยกัน 2 คน … อ่านประวัติ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะทั้งหมดที่นี่ค่ะ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง
อายุ 59 ปี ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า "เทพเทือก" จบการศึกษาปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต (รัฐศาสตร์) จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาโท M.A. Political Sciences จาก Middle Tennesse State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลท่าสะท้อนต่อจากบิดา ซึ่งเป็นที่ฮือฮามาก เพราะในยุคนั้นรัฐมนตรีบางกระทรวงยังจบการศึกษาแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อมาตัดสินใจลงเล่นการเมืองระดับประเทศ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สุราษฎ์ธานี เมื่อปี 2522 และชนะเลือกตั้งเป็น ส.ส.ต่อเนื่องถึง 10 สมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 สมัย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ
อายุ 59 ปี จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียโพลีเทคนิค ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับประกาศนียบัตรการอบรมบริหารชั้นสูง จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2534 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.นครราชสีมามาหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ในปี 2544 เป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะลงสมัคร ส.ส.ในกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน เมื่อการเลือกตั้งปี 2548 แต่ไม่ได้รับเลือก จากนั้นจึงพลิกบทบาทไปเขียนหนังสือแนวการเปิดโปงการทุจริตหลายเล่ม เช่น ใครว่าคนรวยไม่โกง ฯลฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ พรรคชาติไทยพัฒนา เป็น รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านสังคม
ส.ส.พิจิตร อายุ 73 ปี อดีตทหารม้า ผ่านสมรภูมิมาทุกรูปแบบ ทั้งเผด็จการ รัฐประหาร เคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยุคชวน หลีกภัย เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังพ้นการถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ก็นำสมาชิกพรรคมหาชนเข้าร่วมพรรคชาติไทย ทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษาพรรค ก่อนจะดำรงตำแหน่งรองนายกฯ เมื่อพรรคชาติไทยจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
อายุ 47 ปี จบปริญญาตรี จาก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และปริญญาโท จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เกียรตินิยมอันดับ1 เป็นส.ส.จังหวัดตรังหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลชวน 2 และเคยดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุบันเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์
นายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
อายุ 41 ปี จบ MBA จากมหาวิทยาลัย Clark University ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาเอก บัญชีดุษฎีบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นอาจารย์ประจำที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่ง เคยดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการธนาคาร Business Development Bank, กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง, ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาล พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายวีระชัยเป็นอดีตลูกเขยผู้บริหารในเครือซีพีที่ได้รับโควตาคนนอกเข้ามาร่วมรัฐบาล โดยเบียดกับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง มาได้นาทีสุดท้าย
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต.ผบ.ทบ.เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
อายุ 63 ปี เป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 6 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 17 เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในกองทัพ ทั้งรองแม่ทัพภาคที่ 1 , แม่ทัพภาคที่ 1,ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ, ผู้ช่วยบัญชาการทหารบก และในปี 2547 ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปีพุทธศักราช 2540 สาขาการพัฒนาทางทหาร ปัจจุบันเป็นประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 6
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ปัจจุบันอายุ 44 ปี ได้รับสมญานามว่า "หล่อโย่ง" เพราะมีความสูงถึง 193 เซนติเมตร จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 2) จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เคยดำรงตำแหน่งประธานบริษัทเจพี มอร์แกน (ประเทศไทย), ร่วมก่อตั้งและเป็นประธาน บริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด ด้วยวัยเพียง 24 ปี ก่อนจะลาออกจากตำแหน่งเข้าสู่การเมืองในวัย 40 ปี จากการชักชวนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อนนักเรียนเมื่อครั้งที่เรียนอยู่ประเทศอังกฤษ ในปี 2548 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต 7 กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2551 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
อายุ 53 ปี จบปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ จากนิวแฮมเชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จบปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตร์มหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เข้าสู่วงการเมืองสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ จากการชักชวนของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคในขณะนั้น เริ่มชีวิตนักการเมืองในนาม ส.ส.พิจิตร พรรคประชาธิปัตย์ และเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมสมัยรัฐบาลชวน 2 เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หลังรัฐประหารได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาร่วมกับนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ โดยดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรค และหลังการเลือกตั้งปี 2550 ได้ดำรงำแหน่งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลสมัคร 1 และรัฐบาลสมชาย
นายแพทย์พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
อายุ 45 ปี จบปริญญาแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทบริหารธุรกิจ สถาบันศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยา เป็นแพทย์ที่ก่อตั้งคลีนิกรักษาคนไข้ในนาม "มูลนิธิทานตะวัน 19" ซึ่งเป็นคลีนิกรักษาคนไข้ที่มีรายได้น้อย ตลอดจนผู้ยากจนและผู้ด้อยโอกาสโดยคิดค่ารักษาและค่ายาในราคา 19 บาท ต่อคน ต่อครั้ง อีกทั้งได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกตระเวณตรวจรักษาฟรี ให้กับประชาชนทั่วไปในเขต บึงกุ่ม ห้วยขวางและอื่นๆ เข้าสู่วงการเมืองด้วยการเป็น ส.ส.กทม. ในนามพรรคไทยรักไทย เคยดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงสาธารณสุข, ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปัจจุบันสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.กทม.ประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
อายุ 49 ปี จบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย ปริญญาโทนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (กฎหมายเปรียบเทียบ) สหรัฐอเมริกา และนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (กฎหมายอเมริกันทั่วไป) สหรัฐอเมริกา ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.กรุงเทพมหานครครั้งแรก เมื่อปี 2539 เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (นายพิจิตต รัตตกุล) และรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
อายุ 53 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตเป็นหนึ่งในนิสิตที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บจากการเข้าร่วมชุมนุมในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เข้าสู่วงการเมืองโดยเป็นหนึ่งในทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.นครศรีธรรมราชหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี,ประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคใต้
นายมานิต นพอมรบดี พรรคภูมิใจไทย หรืออดีตมัชฌิมาธิปไตย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
อายุ 53 ปี สามีของนางกอบกุล นพอมรบดี ส.สราชบุรี ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2549 นายมานิตย์ สำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาการโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ราชบุรี ในสังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายธีระ สลักเพชร ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
อายุ 51 ปี จบปริญญาตรี สาขาสาธารณสุขศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล และระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เป็น ส.สตราด สมัยแรกในปี 2539 และได้รับเลือกตั้งมาตลอด มีประสบการณ์ทำงานเป็น รองประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว และประธานกรรมาธิการการสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฎรของสภาผู้แทนราษฎร และในฝ่ายบริหารเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
อายุ 52 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบ ปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะและการวางแผน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.จังหวัดพังงาหลายสมัย ปี 2529 ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ดาวรุ่ง (ส.ส. ใหม่ดีเด่น) โดยสื่อมวลชนสายรัฐสภา เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลชวน 1 ก่อนจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลชวน 2 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา
อายุ 49 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดตากก่อนจะเข้าสู่การเมืองใหญ่ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ตาก หลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร, คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณฯลฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคเหนือ
นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
จบการศึกษาปริญญาโท (MA) สาขาการตลาด Webster University, USA เป็นภรรยาของนายสุชาติ ตันเจริญ หัวหน้ากลุ่มริมน้ำ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทภูเก็ตอินเทอร์เน็ตจำกัด และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบอร์ดทีโอที สมัยนายมั่น พัธโนทัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
นายไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
อายุ 73 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.จังหวัดพิจิตร 9 สมัย เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์
อายุ 69 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2504 และได้ทุนโคลัมโบไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ก่อนจะได้รับทุนต่อเนื่องในระดับปริญญาเอก สาขานิวเคลียร์ฟิสิกส์ ที่วิทยาลัยอิมพีเรียล ในเครือมหาวิทยาลัยลอนดอน จนสำเร็จการศึกษาในปี 2513 เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทคขึ้นในปี พ.ศ. 2529 และทำงานในแวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตลอด เข้าสู่วงการเมืองด้วยการลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2543 แต่ไม่ได้รับเลือก ก่อนจะเข้าเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส กรุงเทพมหานคร
นายกษิต ภิรมย์ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
อายุ 64 ปี สำเร็จการศึกษา ด้านการต่างประเทศ (International Affairs) จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จาก Institute of Social Studies ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีประสบการณ์ด้านต่างประเทศมายาวนาน เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ คือ ประเทศรัสเซีย อินโดนีเซีย เยอรมนี ญี่ปุ่น และตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการคือ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยช่วยราชการที่กระทรวงพาณิชย์ และที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย และที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล กลุ่มเพื่อนเนวิน นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
อายุ 72 ปี เป็นบิดาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สำเร็จการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 2 สมัย และนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในสมัยสมัคร 1 ตามโควตานครบาลของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากนั้นขยับขึ้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ก่อนกลับมาว่าการที่สาธารณสุขอีกครั้ง และได้รับตำแหน่งรองนายกฯ ในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก่อนจะได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมตรี หลังจากศาลมีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา กลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
อายุ 47 ปี จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เริ่มเข้าสู่วงการการเมืองโดยเล่นการเมืองท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา 2 สมัย ก่อนจะลงสมัคร ส.ส. และได้รับเลือกเป็น ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรคพลังประชาชน ภายหลังพรรคพลังประชาชนถูกตัดสินยุบพรรค จึงออกมาเคลื่อนไหวในฐานะแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน โดยหันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้จัดตั้งรัฐบาลแทน
นายถาวร เสนเนียม พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
อายุ 61 ปี เป็น ส.ส.สงขลาหลายสมัย จบนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย สำนักฝึกอบรมกฎหมาย และรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิตจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก่อนเข้าสู่การเมืองเคยเป็นทนายความ และอัยการประจำจังหวัดกระบี่และพัทลุงมาก่อน นายถาวรเป็นผู้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ, นายปริญญา นาคฉัตรีย์, นายวีระชัย แนวบุญเนียร ในกรณีจัดการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เคยดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการการยุติธรรมและมนุษยชน และผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายโสภณ ซารัมย์ กลุ่มเพื่อนเนวิน นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
อายุ 49 ปี เป็น จบวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ก่อนลาออกมาเป็น ส.ส สังกัดพรรคชาติไทย ปี 2544 เคยทำงานในหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร จนสร้างความไม่พอใจให้ครูทั่วประเทศมาแล้ว เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลสมชาย
นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น กลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
อายุ 57 ปี จบศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย,ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปศาสตร์ สถาบันราชภัฏเลย และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาไทยศึกษาเพื่อการพัฒนา สถาบันราชภัฏเลย ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส ขอนแก่น 2 สมัย เป็นประธานคณะกรรมาธิการการปกครองสภาผู้แทนราษฎร, นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น 2 สมัย
นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.อยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
อายุ 45 ปี จบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำธุรกิจส่วนตัวก่อนที่จะเข้าสู่สนามการเมือง ได้รับเลือกเป็น ส.ส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในนามพรรคชาติไทย เมื่อปี 2550 และดำรงตำแหน่งคณะกรรมการธิการการศึกษา รวมทั้งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
อายุ 51 ปี ภรรยาของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำกลุ่มโคราชพรรคเพื่อแผ่นดิน จบการศึกษาพยาบาลศาสตร์ มหาวทิยาลัยมหิดล เคยดำรงตำแหน่ง ผอ.สาธารณสุข อบจ.นครราชสีมา ก่อนลาออกลงเลือกตั้ง ส.ว.ปี 2549 และลงสมัคร ส.ส.จนได้รับเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย
นางพรทิวา นาคาศัย พรรคภูมิใจไทย หรือ มัชฌิมาธิปไตย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
อายุ 47 ปี เป็นภรรยาของนายอนุชา นาคาศัย อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคไทยรักไทย ได้รับเลือกเป็น ส.ว.ชัยนาทในปี 2549 ก่อนจะลงสมัคร ส.ส.ในปี 2550 แทนสามีที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ในนามพรรคมัชฌิมาธิปไตย สายกลุ่มนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน (กลุ่มวังน้ำยม) ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรค ก่อนที่พรรคมัชฌิมาธิปไตยจะถูกยุบ จึงไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยแทน
นางพรทิวา นาคาศัย จบการศึกษาจากรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารจัดการสาธารณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ การปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, ประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขาการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
นายอลงกรณ์ พลบุตร พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
อายุ 52 ปี จบปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานด้านหนังสือพิมพ์มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่การทำรัฐประหารของคณะ รสช. ในปี 2534 จะเป็นจุดพลิกผันในตัดสินใจลงเล่นการเมืองในจังหวัดเพชรบุรี และได้รับการเลือกตั้งมาหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการนายกรัฐมนตรี, เลขาธิการสภาพรรคการเมืองเสรีประชาธิปไตยแห่งเอเชีย (CALD) และได้รับฉายาว่า "มิสเตอร์เอทานอล" จากการเป็นผู้ผลักดันให้โครงการเอทานอลเกิดขึ้นในประเทศไทย และทำให้เกิดโรงงานเอทานอลจำนวนมาก
นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
อายุ 59 ปี เป็นหมออายุรศาสตร์ สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, แพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, MASTER OF PUBLIC HEALTH UNIVERSITY OF HAWAII , วิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก สาขาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญ สาขาอายุรศาสตร์ แพทยสภา, นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็น ส.ส.นครราชสีมา 5 สมัย แต่งงานกับพี่สาวของ พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ จึงอยู่ในฐานะคู่เขยของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
นายสุวิทย์ คุณกิตติ พรรคกิจสังคม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
อายุ 51 ปี จบปริญญาตรีและปริญญาโทด้านเคมี จากสหรัฐอเมริกา, ปริญญาดุษฎีบัญฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนาชุมชน เป็นส.ส.ขอนแก่น มา 8 สมัย โดยเริ่มต้นเส้นทางการเมืองจากพรรคกิจสังคม ก่อนย้ายไปพรรคเอกภาพ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคม แทนนายมนตรี พงษ์พานิช ก่อนที่จะไปสังกัดพรรคไทยรักไทย และเมื่อพรรคไทยรักไทยถูกตัดสินยุบพรรค นายสุวิทย์จึงออกมาตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน ร่วมกับกลุ่มปากน้ำของ นายวัฒนา อัศวเหม และได้รับการสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และลงสมัคร ส.ส.จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง
แม้นายสุวิทย์ คุณกิตติ จะไม่ได้รับเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่ถึงกระนั้นก็ยังได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลสมัคร ก่อนจะลาออกจากพรรคเพื่อแผ่นดินด้วยเหตุผลว่า รัฐบาลไม่มีความชัดเจนเรื่องกรณีเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก, การจวบจ้วงเบื้องสูง และการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ อดีตเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, รองนายกรัฐมนตรี
นายธีระ วงศ์สมุทร พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
อายุ 60 ปี สำเร็จการศึกษาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต และวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับราชการในกระทรวงเกษตรฯ มานาน ทั้งตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านวางโครงการก่อสร้าง (วิศวกรโยธา 8 ) , ผู้อำนวยการกองก่อสร้างโครงการใหญ่, ผู้อำนวยการสำนัก (วิศวกรโยธา 9), รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมชลประทาน, ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10 ) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมชลประทาน นายธีระเติบโตมาจากสายของพรรคชาติไทยโดยตรง
นายชาติชาย พุคยาภรณ์ กลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ดร.ชาติชายเป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยศรีปทุม และเป็นประธานคณะกรรมการบริหารและพัฒนาฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท ทักษิณ ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในสมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาครั้งนี้ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก
นายชุมพล ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
อายุ 68 ปี จบนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท สาขาบริหารรัฐกิจ Syracuse University สหรัฐอเมริกา เคยรับราชการเป็นข้าราชการสำนักงาน ก.พ. และอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะเข้ามาสู่สนามการเมืองด้วยการเป็น ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย ของนายบรรหาร ศิลปอาชา พี่ชาย เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1, ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนจะหายไปจากวงการเมือง เพราะมีปัญหาด้านสุขภาพ และมีข่าวระหองระแหงกับพี่ชาย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จนนายชุมพล แยกตัวออกมาเป็น ส.ว. กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2543 ครั้งนี้กลับมาในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แทนที่พี่ชายที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี
นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
อายุ 66 ปี เป็นเจ้าของห้องอาหารขนาบน้ำ จบปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฎมหาสารคาม และปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็น ส.ส มหาสารคามมาหลายสมัย เคยเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะถูกยุบ นายชาญชัยจึงย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนหน้าเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร, เลขานุการประจำรัฐสภา, เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, รองโฆษกรัฐบาล
นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
อายุ 49 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2529 และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2540 ประกอบอาชีพทนายความก่อนเข้าสู่วงการเมือง ได้รับเลือกเป็น ส.ส อุบลราชธานี 6 สมัย เคยเป็นเลขานุกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)